Standard

Standard

by admin

มาตรฐานสากล

รู้จักกับ RFID

     RFID ย่อมาจาก Radio Frequency Identification เป็นเทคโนโลยีการระบุข้อมูลที่แสดงเอกลักษณ์ของวัตถุหรือบุคคลด้วยคลื่นความถี่วิทยุที่ได้ถูกพัฒนาขึ้นมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปใช้ในการบ่งชี้วัตถุในระยะไกลได้ โดยมีจุดเด่น คือ สามารถอ่านข้อมูลจากป้าย (Tag) ได้หลายๆ แท็ก แบบไร้สัมผัส และสามารถอ่านค่าได้แม้ในสภาพที่ทัศนวิสัยไม่ดี ทนต่อความเปียกชื้น แรงสั่นสะเทือน การกระทบกระแทก และสามารถจะอ่านข้อมูลได้ด้วยความเร็วสูง โดยข้อมูลจะถูกเก็บไว้ในไมโครชิปที่อยู่ในป้าย (Tag)

     ปัจจุบันเทคโนโลยี RFID เริ่มเข้ามามีความสำคัญในชีวิตประจำวันมากขึ้นโดยถูกนำไปประยุกต์ใช้งานในรูปแบบต่างๆ แล้วแต่ความสามารถของเทคโนโลยี เช่น บัตรโดยสารรถไฟฟ้าใต้ดิน บัตรพนักงาน กุญแจรถยนต์ (Electronics Immobilization) ในแวดวงอุตสาหกรรมในส่วนของการผลิตเพื่อ Track and Trace ระบบบันทึกข้อมูลการจัดการสินค้าระหว่างการผลิตและจำหน่ายสินค้า การจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management) การบริหารจัดการสินค้าคงคลังและการกระจายสินค้า ระบบการขนส่ง การติดตามตู้สินค้าระหว่างการขนส่ง (Electronic Seal หรือ e-Seal) การนำมาประยุกต์ใช้งานในการตรวจสอบย้อนกลับเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในการตรวจสอบย้านกลับในอุตสาหกรรมอาหาร (Food Traceability) ซึ่งพัฒนาการของเทคโนโลยี RFID ในปัจจุบันและอนาคตนั้นมีศักยภาพและปัจจัยเอื้ออำนวย ทำให้สามารถคาดการณ์ได้ว่าเทคโนโลยี RFID นี้จะต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการบริหารจัดการธุรกิจรูปแบบใหม่ และอำนวยความสะดวกต่อการดำเนินชีวิตอย่างมาก ซึ่งจะมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงของสัมคมเข้าสู่สังคมสารสนเทศของประเทศไทย

ส่วนประกอบของระบบ RFID

ในระบบ RFID จะมีองค์ประกอบหลักๆ ด้วยกัน 3 ส่วน คือ

  1. ทรานสปอนเดอร์ หรือ ป้าย (Transponder/Tag) ที่ใช้ติดกับวัตถุต่างๆ ที่เราต้องการ โดยป้ายนั้นจะประกอบด้วยสายอากาศ และไมโครชิปที่มีการบันทึกหมายเลข (ID) หรือข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุชิ้นนั้นๆ

  2. เครื่องอ่านเขียนข้อมูลภายในป้าย (Interrogator/Reader) ด้วยคลื่นความถี่วิทยุ ถ้าเปรียบเทียบกับระบบรหัสแท่ง ป้ายในระบบอาร์เอฟไอดี เปรียบได้กับตัวรหัสแท่งที่ติดกับฉลากของสินค้า และเครื่องอ่านในระบบอาร์เอฟไอดี คือ เครื่องอ่านรหัสแท่ง (Scanner) โดยข้อแตกต่างของทั้งส่องระบบ คือ ระบบอาร์เอฟไอดี จะใช้คลื่นความถี่วิทยุในการอ่าน/เขียน ส่วนระบบรหัสแท่งจะใช้แสงเลเซอร์ในการอ่าน โดยข้อเสียของระบบรหัสแท่ง คือ การอ่าน(สแกน) เป็นการใช้แสงในการอ่านรหัสแท่ง ซึ่งจะต้องไม่มีสิ่งกีดขวางหรือต้องอยู่ในแนวเส้นตรงเดียวกับลำแสงที่ยิงจากเครื่องสแกน และสามารถอ่านได้ทีละรหัสในระยะใกล้ๆ แต่ระบบอาร์เอฟไอดี มีความแตกต่างโดยสามารถอ่านรหัสจากป้ายได้โดยไม่ต้องเห็นป้าย หรือป้ายนั้นซ่อนอยู่ภายในวัตถุและไม่จำเป็นต้องอยู่ในแนวเส้นตรงกับคลื่น เพียงอยู่ในบริเวณที่สามารถรับคลื่นวิทยุได้ก็สามารถอ่านข้อมูลได้ และการอ่านป้ายในระบบอาร์เอฟไอดี ยังสามารถอ่านได้ทีละหลายๆ ป้ายในเวลาเดียวกัน โดยระยะในการอ่านข้อมูลได้ไกลกว่าระบบรหัสแท่งอีกด้วย

  3. ระบบประยุกต์ใช้งาน ทั้งนี้รวมถึงระบบฮาร์ดแวร์ และระบบซอฟต์แวร์ประยุกต์ใช้งาน หรือระบบฐานข้อมูล ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระบบการใช้งานที่เกี่ยวข้อง เช่น ระบบจัดการคลังสินค้า ระบบจัดคิวรถบรรทุก เป็นต้น

ทรานสปอนเดอร์และป้าย (Transponders/Tag)

โครงสร้างภายในป้ายจะประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก คือ ไมโครชิป (Microchip) ที่ทำหน้าที่เก็บข้อมูลของวัตถุเช่นรหัสสินค้า และขดลวดขนาดเล็กที่ทำหน้าที่เป็นสายอากาศ (Antenna) สำหรับรับส่งสัญญาณคลื่นความถี่วิทยุและสร้างพลังงานป้อนให้ส่วนของไมโครชิป โดยทั่วไปตัวป้ายอาจอยู่ในรูปแบบที่เป็นกระดาษ แผ่นฟิล์ม พลาสติก มีหลายขนาดและรูปร่างต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัสดุที่จะนำเอาไปติด และมีหลายรูปแบบ เช่น บัตรเคดิต เหรียญ กระดุม ฉลากสินค้า แคปซูล หรือป้าย เป็นต้น ทั้งนี้เราสามารถแบ่งป้ายที่มีใช้งานกันอยู่ได้เป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ ได้แก่

  1. ป้ายอาร์เอฟไอดีชนิดแพสทีฟ (Passive) ป้ายชนิดนี้ทำงานได้ไม่ต้องอาศัยแหล่งจ่ายไฟภายนอกใดๆ เพราะภายในป้ายจะมีวงจรกำเนิดไฟฟ้าเหนี่ยวนำขนาดเล็กเป็นแหล่งจ่ายไฟในตัวอยู่ ทำให้การอ่านข้อมูลทำได้ไม่ไกลมากนัก ระยะอ่านสูงสุดประมาณ 1 เมตร ขึ้นอยู่กับกำลังงานของเครื่องส่งและคลื่นความถี่วิทยุที่ใช้ โดยปกติป้ายชนิดนี้มักมีหน่วยความจำขนาดเล็ก โดยทั่วไปประมาณ 16-1,024 ไบต์ มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบา ราคาต่อหน่วยต่ำ

  2. ป้ายแบบแอ็กทีฟ (Active) ป้ายชนิดนี้ต้องอาศัยแหล่งจ่ายไฟจากภายนอก เพื่อจ่ายไฟให้วงจรทำงาน ระยะการอ่านข้อมูลได้ประมาณ 100 เมตร แต่มีข้อเสียคือ ขนาดของป้ายหรือเครื่องอ่านมีขนาดใหญ่ อายุแบตเตอรี่มีอายุการใช้งานประมาณ 3-7 ปี

นอกจากนั้นยังสามารถจัดรูปแบบป้าย RFID จากรูปแบบการอ่านเขียนได้ 3 รูปแบบดังนี้

  1. ป้ายที่ใช้อ่านและเขียนข้อมูลไปได้หลายๆ ครั้ง (Read-Write)

  2. ป้ายที่ใช้เขียนได้เพียงครั้งเดียวแต่อ่านได้หลายครั้ง (Write-once Read-many)

  3. ป้ายที่ใช้อ่านได้เพียงอย่างเดียว (Read-only)

เครื่องอ่าน (Reader)

โดยหน้าที่ของเครื่องอ่าน คือ การเชื่อมต่อเพื่อเขียนหรืออ่านข้อมูลลงในแท็กด้วยสัญญาณความถี่วิทยุภายในเครื่องอ่านจะประกอบด้วย เสาอากาศที่ทำจากขดลวดทองแดง เพื่อใช้รับส่งสัญญาณภาครับและภาคส่งสัญญาณวิทยุและวงจรควบคุมการอ่าน-เขียนข้อมูล จำพวกไมโครคอนโทรลเลอร์ และส่วนของการติดต่อกับคอมพิวเตอร์

โดยทั่วไปเครื่องอ่านจะประกอบด้วยส่วนประกอบหลักดังนี้

  • ภาครับและส่งสัญญาณวิทยุ

  • ภาคสร้างสัญญาณพาหะ

  • ขดลวดที่ทำหน้าที่เป็นสายอากาศ

  • วงจรจูนสัญญาณ

  • หน่วยประมวลผลข้อมูล และภาคติดต่อกับคอมพิวเตอร์

หน่วยประมวลข้อมูลที่อยู่ภายในเครื่องอ่านมักใช้เป็นไมโครคอนโทรลเลอร์ ซึ่งอัลกอริทึมที่อยู่ภายในโปรแกรมจะทำหน้าที่ถอดรหัสข้อมูล (Decoding) ที่ได้รับและทำหน้าที่ติดต่อกับคอมพิวเตอร์ ลักษณะขนาดและรูปร่างของเครื่องอ่านจะแตกต่างกันไปตามประเภทของการใช้งาน เช่น แบบมือถือขนาดเล็กหรือติดผนัง จนไปถึงขนาดใหญ่เท่าประตู (Gate Size) เป็นต้น

จุดเด่นของเทคโนโลยี RFID คือ

     ปัจจุบันการผลิตสินค้าของโรงงานทุกโรงงานมีสินค้าหลากหลายชนิด ซึ่งจำเป็นต้องใช้แถมบาร์โค้ดรหัสสินค้าเพื่อใช้ในการแยกแยะ ระบบ RFID ในปัจจุบันมีลักษณะเป็นป้ายอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถอ่านค่าโดยผ่านคลื่นวิทยุในระยะไกล และใช้เครื่องอ่านที่สื่อสารกับป้ายด้วยคลื่นวิทยุในการอ่านและเขียนข้อมูลและข้อดีของระบบดังนี้

  1. มีความละเอียดและสามารถบรรจุข้อมูลได้มาก ซึ่งทำให้สามารถแยกความแตกต่างของสินค้าแต่ละชิ้นแม้จะเป็นสินค้าชนิดเดียวกันก็ตาม

  2. ความเร็วในการอ่านข้อมูลจากระบบ RFID เร็วกว่าการอ่านข้อมูลจากแถบบาร์โค้ดหลายสิบเท่า

  3. สามารถอ่านข้อมูลจากป้ายหรือแท็ก (Transponder/Tag) ได้หลายๆ แท็ก พร้อมๆ กันแบบไร้สัมผัส

  4. สามารถส่งข้อมูลไปยังเครื่องรับได้โดยไม่จำเป็นต้องนำไปใกล้ในมุมที่เหมาะสมอย่างการใช้เครื่องอ่านบาร์โค้ด

  5. ค่าเฉลี่ยของความถูกต้องของการอ่านข้อมูลด้วยเทคโนโลยี RFID คือประมาณ 99.5%

  6. สามารถเขียนทับข้อมูลได้จึงทำให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ซึ่งจะลดต้นทุนของการผลิตป้ายสินค้า

  7. สามารถขจัดปัญหาที่เกิดขึ้นจากการอ่านข้อมูลซ้ำที่อาจเกิดขึ้นจากระบบบาร์โค้ดความเสียหายของป้ายชื่อน้อยกว่าเนื่องจากไม่จำเป็นต้องติดไว้ภายนอกบรรจุภัณฑ์

  8. ระบบความปลอดัยสูงกว่า ยากต่อการปลอมแปลงและลอกเลียนแบบ

  9. ทนต่อความเปียกชื้น แรงสั่นสะเทือน การกระทบกระแทก

  10. สามารถอ่านค่าข้อมูลได้ระยะไกล

กฎข้อบังคับ และ มาตรฐานของระบบอาร์เอฟไอดี

1. กฎข้อบังคับของระบบอาร์เอฟไอดี
     กฎข้อบังคับ (Regulation) คือ กฎข้อบังคับที่ประกาศโดยรัฐบาล หรือภาครัฐเพื่อกำหนดให้หน่วยงานต่าง ๆ ต้องทำตามกฎระเบียบเหล่านั้น โดยถ้าใครฝ่าฝืนกฎระเบียบก็จะต้องถูกลงโทษ (เช่น จ่ายค่าปรับ) กฎข้อบังคับที่ดีจะต้องสามารถป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในภายหลัง และถ้าจำเป็นก็สามารถที่จะปรับเปลี่ยนหรือแก้ไขได้ ตัวอย่างเช่น การควบคุมสินค้า ราคา ค้าจ้าง มลภาวะ และมาตรฐานของผลผลิตของสินค้า หรือบริการ โดยรวมไปถึงกฎข้อบังคับในการสร้างอุปกรณ์ของระบบ RFID ซึ่งถูกกำหนดขึ้นมาเพื่อทำให้อุปกรณ์และระบบที่สร้างขึ้นมามีความปลอดภัยและไม่ไปรบกวนการทำงานของบริการอื่น ๆ ที่ใช้ย่านความถี่วิทยุเหมือนกัน เช่น วิทยุ โทรทัศน์ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นต้น

1.1 กฎข้อบังคับด้านความถี่ที่ใช้งาน
เครื่องอ่านและป้าย RFID จะใช้คลื่นความถี่วิทยุ (หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า) ณ ความถี่ที่ใช้งานหนึ่ง ๆ ในการติดต่อสื่อสาร โดยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ใช้ในระบบ RFID จะอยู่ในช่วงสเปกตรัมความถี่ของคลื่นความถี่วิทยุ ซึ่งมีการให้บริการทางด้านวิทยุ โทรทัศน์ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ มาก่อนแล้ว ดังนั้นเพื่อไม่ให้การใช้งานความถี่ทับซ้อนกัน (ซึ่งจะก่อให้เกิดการรบกวนกัน)  จึงได้มีการกำหนดกฎข้อบังคับด้านความถี่ที่ใช้งานสำหรับระบบ RFID ดังนี้

  • ย่านความถี่ต่ำ (LF : low frequency) อุปกรณ์ RFID จะต้องใช้ความถี่ 125 KHz หรือ  134 KHz สำหรับทุกประเทศ
  • ย่านความถี่สูง (HF : high frequency) อุปกรณ์ RFID จะต้องใช้ความถี่ 13.56 MHz  สำหรับทุกประเทศ
  • ย่านความถี่สูงยิ่ง (UHF : ultra high frequency) และย่านคลื่นความถี่ไมโครเวฟ (microwave frequency) อุปกรณ์ RFID จะใช้ความถี่ที่แตกต่างกันโดยขึ้นอยู่กับโซนที่อยู่ของแต่ละประเทศ

2. มาตรฐานของระบบอาร์เอฟไอดี
     มาตรฐาน (Standard)  คือ ข้อกำหนดที่ควรปฏิบัติเพื่อให้อุปกรณ์ที่ผลิตจากโรงงานต่าง ๆ สามารถใช้งานร่วมกันได้ ในทางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีได้นิยาม “การทำให้เป็นมาตรฐาน Standardization” ว่าหมายถึงกระบวนการในการสร้างมาตรฐานทางเทคนิคเพื่อให้ผู้ประกอบการต่าง ๆ ได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน โดยปราศจากการแข่งขัน กล่าวคือสินค้าของแต่ละโรงงานที่ผลิตตามมาตรฐานเดียวกันก็จะสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างไม่มีปัญหา แต่ถ้าสินค้านั้นผลิตโดยใช้มาตรฐานที่ต่างกัน ก็จะไม่สามารถนำมาใช้งานร่วมกันได้ โดยทั่วไปมาตรฐานทางเทคนิคของอุปกรณ์ไฟฟ้าจะถูกกำหนดโดยหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ISO (International Organization for Standardization), IEC (International Electrotechnical Commission), และ ITU (International Telecommunications Union)

     มาตรฐานของสินค้าถือว่าเป็นส่วนสำคัญของทางธุรกิจ เพื่อให้อุตสาหกรรมต่าง ๆ สามารถทำงานร่วมกันได้ การมีมาตรฐานทางด้านอุตสาหกรรมจึงมีข้อดีมากมาย เช่น

  • ทำให้ผู้ผลิตสามารถผลิตสินค้าได้อย่างมั่นใจ เพราะว่าผู้ผลิตทุกรายผลิตสินค้าตามมาตรฐานเดียวกัน จึงทำให้มั่นใจได้ว่าสินค้าเหล่านั้นสามารถใช้งานร่วมกันได้
  • ทำให้ผู้ซื้อได้รับประโยชน์โดยตรง เนื่องจากสามารถเลือกซื้อสินค้า ได้ตามต้องการ
  • ทำให้ผู้ผลิตประหยัดค่าใช้จ่าย และง่ายต่อการผลิตอุปกรณ์ต่าง ๆ
  • ทำให้ลูกค้ามั่นใจในสินค้าที่ซื้อเพราะว่าสินค้านั้นผลิตจากเทคโนโลยีที่ได้รับมาตรฐาน

ในปัจจุบันองค์กรที่กำหนดมาตรฐานของอุปกรณ์ในระบบ RFID ที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก มี 2 องค์กร คือ ISO และ EPCglobal ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

2.1 มาตรฐาน ISO
ISO คือองค์กรมาตรฐานสากลที่ประกอบไปด้วยตัวแทนจากหน่วยงานมาตรฐานของหลายๆ ประเทศ โดยเริ่มก่อตั้งเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1947 องค์กร ISO จะเป็นผู้กำหนดมาตรฐานทางด้านอุตสาหกรรมและการค้าด้านต่าง ๆ ซึ่งรู้จักกันทั่วไปว่า “มาตรฐาน ISO (ISO Standard)” ปัจจุบันองค์กร ISO ได้กำหนดมาตรฐานของระบบ RFID ในแต่ละด้านดังนี้

  • มาตรฐานการระบุตัวตน โดยจะกล่าวถึงการเข้ารหัสข้อมูลต่าง ๆ ในป้าย
  • โพรโทคอลการติดต่อสื่อสาร โดยกำหนดขั้นตอนการสื่อสารระหว่างป้ายและเครื่องอ่าน
  • โพรโทคอลสำหรับการติดต่อกับอุปกรณ์เสริมในระบบ RFID เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์
  • มาตรฐานที่เกี่ยวกับการทดสอบ การเข้ากันได้ และความปลอดภัย

ตัวอย่างมาตรฐานของ ISO ที่ใช้ในระบบ RFID

มาตรฐาน ISO

คำอธิบาย

ISO/IEC 15961

Information exchange in a radio frequency identification (RFID) System (data protocol for application interface) for item management

ISO/IEC 15962

Data encoding rules and logical memory functions for item management

ISO/IEC 15963

Unique identification for RF tags

ISO/IEC 18000-i

Parameters for air interface communications for different operating frequencies

ISO/IEC 18047-i

RFID device tests methods for different operating frequencies

ISO/IEC 19762-3

Automatic identification and data capture (AIDC) techniques : vocabulary

ISO/IEC 24730-1

Real-time locating systems (RTLS): application program interface (API)

หมายเหตุ  สำหรับ i = 1, 2, 3, …

     ตารางแสดง ตัวอย่างมาตรฐานของ ISO ที่ใช้ในระบบ RFID โดยที่พารามิเตอร์ i  บ่งบอกถึงความถี่ที่ใช้งานที่แตกต่างกัน นอกจากนี้โพรโทคอลการเชื่อมต่อผ่านทางอากาศ (air interface) นิยามกฎการสื่อสารระหว่างเครื่องอ่านและป้าย RFID เช่น การเข้ารหัสข้อมูล การมอดูเลชัน ดีมอดูเลชัน และคำสั่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการทำงานของป้าย RFID (เช่น การอ่าน การเขียน การเปลี่ยนแปลง การยกเลิก การใช้งานป้าย เป็นต้น)  รวมทั้งอัลกอริทึมป้องกันการชนกันของข้อมูล
     ในทางปฏิบัติองค์กร ISO ได้กำหนดมาตรฐานการใช้งานในหลาย ๆ ด้าน เช่น ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ระบบการผลิต และระบบ RFID เป็นต้น อย่างไรก็ตามมาตรฐานของระบบ RFD ที่เป็นที่ยอมรับอีกมาตรฐานหนึ่งก็คือ มาตรฐาน EPCglobal

2.2 มาตรฐาน EPCglobal
ศูนย์ Auto-ID ที่สถาบัน MIT (Massachusetts Institute of Technology)  ทำงานร่วมกับอุตสาหกรรมชั้นนำและสถาบันต่าง ๆ ทั่วโลก ในการออกแบบระบบ RFID ที่เรียกว่า “เครือข่าย EPCglobal” เพื่อใช้งานทางด้านห่วงโซ่อุปทานที่ครอบคลุมทั่วโลก (global supply chain)  โดยเครือข่าย EPCglobal จะประกอบด้วยรหัส EPC, เทคโนลยี RFID, โปรแกรมสนับสนุนตามมาตฐาน EPCglobal  และอื่น ๆ เพื่อให้บริการ 5 ด้านดังนี้

  1. การกำหนดหมายเลขรหัส ID ที่เป็นหนึ่งเดียว (unique ID)  สำหรับสินค้าที่ต้องการระบุตัวตน
  2. การตรวจหาและการระบุตัวตนของสินค้า
  3. การรวบรวมและการกรองข้อมูล โดยจะอยู่ในส่วนของการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างเครื่องอ่านและฐานข้อมูล และข้อมูลที่สำคัญก็จะถูกบันทึกในฐานข้อมูล
  4. การสอบถามและการจัดเก็บข้อมูล
  5. การระบุตำแหน่งของข้อมูล

     ในปัจจุบันนี้ EPCglobal  เป็นผู้นำในการพัฒนามาตรฐานสำหรับสินค้าที่ใช้รหัส EPC เพื่อรองรับการใช้เทคโนโลยี RFID ในเครือข่ายการค้าทั่วโลก ตัวอย่างเช่น มาตรฐาน EPCglobal Gen 2  ได้รับอนุมัติในเดือนธันวาคม  ค.ศ. 2004  เพื่อใช้เป็นมาตรฐานของป้าย RFID ที่สามารถใช้งานได้ทั่วโลกและรองรับผู้ผลิตรายใหญ่ต่าง ๆ โดยป้าย RFID  ที่ใช้มาตรฐานนี้จะเรียกว่าป้าย EPC (EPC tag)

ภาพแสดงตัวอย่างโครงสร้างของหมายเลขรหัส EPC ในรูปของเลขฐานสิบหก

     ภาพแสดงตัวอย่างโครงสร้างของหมายเลขรหัส EPC ในรูปของเลขฐานสิบหก (Hexadecimal) ซึ่งมีความหมายดังนี้

  • ส่วนหัว (Header) เป็นตัวกำหนดความยาว ประเภท โครงสร้าง เวอร์ชัน และรุ่นของรหัส EPC
  • หมายเลขผู้จัดการ (Manager number) เป็นตัวกำหนดชื่อบริษัทหรือหน่วยงาน
  • ระดับชั้นของวัตถุ (Object class) เป็นตัวกำหนดชื่อสินค้า
  • หมายเลขประจำ (Serial number) คือหมายเลขประจำของสินค้าแต่ละชิ้น

หมายเหตุ : บริษัทที่ต้องการส่งสินค้าไปขายนอกพื้นที่ของตน จะต้องมีหมายเลขผู้จัดการที่อนุมัติโดย EPCglobal ก่อน จึงจะส่งสินค้าไปขายในเครือข่าย EPCglobal ได้

มาตรฐานการใช้งานในประเทศไทย

การจัดสรรคลื่นความถี่ RFID ในประเทศไทย

ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีการรับส่งข้อมูลด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (Radio Frequency Identification) หรืออาร์เอฟไอดี (RFID) ที่เริ่มมีพัฒนาการในการนำมาใช้เพื่อประโยชน์เชิงอุตสาหกรรมในประเทศไทย และทำงานโดยการใช้คลื่นความถี่ในการส่งสัญญาณ ปัจจุบันย่านความถี่สำหรับการใช้งาน RFID ทั่วโลกจะอยู่ในย่านความถี่ ISM Band (Industrial-Scientific-Medical) ซึ่งเป็นย่านความถี่ที่หลายประเทศกำหนดไว้สอดคล้องกันในการอนุญาตให้ใช้งาน ในเชิงอุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์ และการแพทย์ มี 4 ย่านความถี่ และสำหรับย่านความถี่คลื่นใน ISM Band ที่กำหนดให้ใช้สำหรับ RFID ทั้ง 4 ย่านความถี่ คือ

ย่านความถี่

การประยุกต์ใช้

การจัดสรรปัจจุบัน

การจัดสรร

ย่านความถี่ต่ำ (LF) 125kHz และ 135kHz

Access Control และ Animal ID

กำลังส่งสูงสุดที่ไม่ต้องมีใบอนุญาต 150 mW (e.i.r.p.)

กำลังส่งสูงสุดที่ไม่ต้องมีใบอนุญาต 4 W (e.i.r.p.)

ย่านความถี่สูง (HF) 13.56 MHz

Smart card, Access Control, Logistics

กำลังส่งสูงสุดที่ไม่ต้องมีใบอนุญาต 5 mW (e.i.r.p.)

กำลังส่งสูงสุดที่ไม่ต้องมีใบอนุญาต 4 W (e.i.r.p.)

ย่านความถี่สูงยิ่ง (UHF) 433 MHz

Logistics, Retail, และ Warehouse

จำกัดการประยุกต์ใช้เฉพาะด้าน กำลังส่งไม่เกิน 10 mW (e.i.r.p.)

เพิ่มการประยุกต์ใช้ด้าน RF-ID

ย่านความถี่สูงยิ่ง (UHF) 800-900 MHz

Logistics, Retail, และ Warehouse

ต้องขออนุญาตเฉพาะกรณี

สำหรับประเทศไทย กสทช. ได้จัดสรรความถี่ย่าน UHF 920-925 MHz

ย่านความถี่ไมโคเวฟ 2.45 GHz

Logistics, Retail, และ Warehouse

กำลังส่งสูงสุดที่ไม่ต้องมีใบอนุญาต 10 mW (e.i.r.p.)

กำลังส่งสูงสุดที่ไม่ต้องมีใบอนุญาต 1 W (e.i.r.p.)

ย่านความถี่ต่ำ (LF) 125 kHz และ 134 kHz

นิยมใช้สำหรับควบคุมการเข้าออกสถานที่และการลงทะเบียนสัตว์ ถูกจำกัดด้วยกฎกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (กฎกระทรวงกำหนดให้เครื่องวิทยุคมนาคมและสถานีวิทยุคมนาคมได้รับยกเว้นไม่ ต้องได้รับ ใบอนุญาต พ.ศ. 2547 ข้อ 2 (10)) ซึ่งจำกัดกำลังส่งออกอากาศ EIRPไว้ที่ 150 มิลลิวัตต์ มีระยะการสื่อสารได้น้อยกว่า 1 เมตร

ย่านความถี่สูง (HF) 13.56 kHz  

นิยมใช้ในบัตรสมาร์ต (Smart Card) แบบไร้สัมผัส และหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ ถูกจำกัดด้วยกฎกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (กฎกระทรวงกำหนดให้เครื่องวิทยุคมนาคมและสถานีวิทยุคมนาคมได้รับยกเว้นไม่ ต้องได้รับ ใบอนุญาต พ.ศ. 2547 ข้อ 2 (11)) ซึ่งจำกัดกำลังส่งออกอากาศ EIRP ไว้ที่ 5 มิลลิวัตต์ มีระยะการสื่อสารได้น้อยกว่า 1 เมตร

ย่านความถี่สูงยิ่ง (UHF) 433 kHz  

นิยมใช้ในการบริหารคลังสินค้า และการจัดการลอจิสติกส์ (Logistic) แม้จะอนุญาตให้ถึง 10 มิลลิวัตต์ ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้งาน RFID แบบ active แต่กฎกระทรวงฯ กำหนดให้ใช้งานได้เพียงเฉพาะด้าน เช่น สำหรับควบคุมการทำงานระยะไกล ระบบสัญญาณเตือนภัยภายในบริเวณเฉพาะ และเครื่องมือทางการแพทย์เป็นต้น

ย่านความถี่สูงยิ่ง (UHF) 800-900 kHz  

นิยมใช้ในการบริหารคลังสินค้าและ การจัดการลอจิสติกส์ โดยเฉพาะการใช้งานรหัสสินค้าอิเล็กทรอนิกส์EPC  (Electronic Product Code) ตามมาตรฐาน EPC Global Class 1 Gen 2 มีการระบุให้ใช้ความถี่ในช่วง 860 – 960 MHz สำหรับประเทศไทยโดย กทช. ได้จัดสรรความถี่ย่าน UHF ที่ 920-925 MHz

ย่านความถี่ไมโครเวฟ 2.45 GHz (2450 MHz)

ปัจจุบันได้รับอนุญาตให้ใช้กำลังส่งไม่เกิน100 มิลลิวัตต์ ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้งาน RFID แบบ active แต่ไม่เพียงพอสำหรับการใช้ งาน RFID แบบ passive ซึ่งต้องมีระยะอ่านไม่น้อยกว่า 5 เซนติเมตร การใช้งาน RFID แบบ passiveในย่านนี้ต่อไปจะมีความสำคัญในด้านลอจิสติกส์และการค้าปลีก เนื่องจากต้นทุนของสายอากาศต่ำกว่าแบบความถี่ย่าน LF และ HF ทำให้ต้นทุนโดยรวมของป้ายรหัสสินค้าต่ำลง

ความถี่และการอนุญาตใช้งาน RFID ในประเทศไทย

แถบความถี่

ย่านความถี่ต่ำ (LF)

ย่านความถี่สูง (HF)

ย่านความถี่สูงยิ่ง
(UHF)

ย่านความถี่ Microwave

< 135 kHz

13.553-13.567 MHz

920-925 MHz

2.45 GHz

กำลังส่ง

< 150 mW (e.i.r.p.)

< 10 mW (e.i.r.p.)

< 500 mW (e.i.r.p.)

< 4 W (e.i.r.p.)

< 100 mW (e.i.r.p.)

ใบอนุญาต ทำ

X

X

X

ใบอนุญาต มี

X

X

X

X

ใบอนุญาต ใช้

X

X

X

X

ใบอนุญาต นำเข้า

X

X

X

ใบอนุญาต นำออก

X

X

X

X

ใบอนุญาต ค้า

X

X

X

ใบอนุญาต ตั้ง

X

X

X

X

รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถศึกษาได้จากประกาศ กสทช.ว่าด้วยมาตรฐานทางเทคนิคของเครื่องโทรคมนาคมและอุปกรณ์ http://standard.nbtc.go.th/images/file/1010.pdf

สรุปย่านความถี่ และกำลังส่งที่อนุญาตให้ใช้งานมาตรฐาน RFID ที่ กสทช. กำหนด

ย่านความถี่

< 135 kHz

13.56 MHz

433 MHz

920-925 MHz

2.4 GHz

กำลังส่งสูงสุด (e.i.r.p.)

150 mW

10 mW

1 W

10 mW

0.5 W

4 W

100 mW

การยกเว้นใบอนุญาต*

ยกเว้น

ยกเว้น

ไม่ยกเว้น

ยกเว้น

ยกเว้น

ไม่ยกเว้น

ยกเว้น

การตรวจสอบรับรองมาตรฐาน

ยกเว้น

ยกเว้น

ไม่ยกเว้น

ยกเว้น

ยกเว้น

ไม่ยกเว้น

ยกเว้น

มาตรฐานทางเทคนิค (RF Requirements)

ไม่มีมาตรฐานบังคับ

กทช. มท. 1010-2549 ให้ใช้ FCC Part 15.225 ETSI EN 300 330-1 หรือ ETSI EN 302 291-1

กทช. มท. 1010-2549  ให้ใช้ ETSI EN 300 220-1

กทช. มท. 1010-2549  ให้ใช้ FCC Part 15.247 (รับรายงานผลทดสอบตาม ETSI EN 302 208-1 เฉพาะย่านความถี่อนุญาตได้)

ไม่มีมาตรฐานบังคับ

มาตรฐานด้านความปลอดภัยทางไฟฟ้า (Electrical Safety Requirements)

ไม่มีมาตรฐานบังคับ

กทช. มท. 1010-2549 ให้ใช้ IEC 60950-1  มอก. 1561-2548

กทช. มท. 1010-2549 ให้ใช้ มอก. 1561-2548 หรือ IEC 60950-1

กทช. มท. 1010-2549 ให้ใช้ มอก. 1561-2548 หรือ IEC 60950-1

ไม่มีมาตรฐานบังคับ

มาตรฐานความปลอดภัยต่อสุขภาพ (RF Exposure Requirements**

กทช. มท. 5001-2550 เฉพาะ RFID ที่มี e.i.r.p. มากกว่า 100 mW

ได้รับยกเว้นไม่ใช้บังคับมาตรฐาน

ได้รับยกเว้นไม่ใช้บังคับมาตรฐาน

กทช. มท. 5001-2550 เฉพาะ RFID ที่มี e.i.r.p. มากกว่า 100 mW

ได้รับยกเว้นไม่ใช้บังคับมาตรฐาน

*ได้รับยกเว้นใบอนุญาตทำ มี ใช้ นำเข้า นำออก ค้าเครื่อง และตั้งสถานี แล้วแต่กรณี
**ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน ตั้งแต่ 5 พฤษภาคม 2551 เป็นต้นไป

เอกสารที่เกี่ยวข้อง

กฎระเบียบและประกาศที่เกี่ยวข้อง


เอกสารขอใบอนุญาต

ในการใช้งานเครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ RFID นั้น กสทช.ได้กำหนดให้เป็นเครื่องวิทยุคมนาคมที่ต้องได้รับอนุญาต   การใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์โดยไม่มีใบอนุญาตนั้น มีความผิดตามมาตรา….

การขออนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) เรียกว่า “ใบอนุญาต” ซึ่งใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง เช่น ใบอนุญาตให้ตั้งสถานีวิทยุฯ ใบอนุญาตให้ใช้เครื่องวิทยุฯ ใบอนุญาตให้ค้าฯ(กรณีที่ซื้อไปขายต่อ)

เอกสารประกอบการขอใบอนุญาตตั้งสถานีวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์

  1. แบบฟอร์ม คท.2 (ฉก.2 เดิม) กรอกข้อ 2 และ 5 (กรณีให้ IET ดำเนินการให้ไม่ต้องกรอกรายละเอียด เพียงประทับตราบริษัทมาเท่านั้น)
  2. สำเนาหนังสือรับรองบริษัทอายุไม่เกิน 90 วัน พร้อมลงลายมือชื่อกรรมการผู้มีอำนาจลงนามและประทับตราบริษัท
  3. สำเนา ภพ.20 พร้อมลงลายมือชื่อกรรมการผู้มีอำนาจลงนามและประทับตราบริษัท
  4. หนังสือมอบอำนาจ พร้อมติดอากรแสตมป์ 10 บาท พร้อมลงลายมือชื่อกรรมการผู้มีอำนาจลงนามและประทับตราบริษัท (กรณีให้ IET ดำเนินการแทน)
  5. สำเนาบัตรประชาชนผู้มีอำนาจลงนาม พร้อมลงลายมือชื่อเซ็นต์รับรองสำเนาถูกต้อง(ไม่ต้องประทับตราบริษัท)
  6. สำเนาบัตรประชาชนผู้รับมอบอำนาจ พร้อมลงลายมือชื่อเซ็นต์รับรองสำเนาถูกต้อง(ไม่ต้องประทับตราบริษัท)
  7. แผนที่ แผนผังตำแหน่งที่ตั้งสถานีวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ พร้อมลงลายมือชื่อกรรมการผู้มีอำนาจลงนามและประทับตราบริษัท
  8. หนังสือยินยอมให้ตั้งสถานีวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ (กรณีผู้ยื่นขอไม่ได้เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองสถานที่ตั้งสถานีฯ พร้อมทั้งสำเนาบัตรประชาชนของผู้ลงนามยินยอม)
  9. ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตตั้งสถานีวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ 535 บาท (รวมภาษีฯ/ต่อ 1 เลขที่ตั้ง)

เอกสารประกอบการขอใบอนุญาตใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์

  1. แบบฟอร์ม คท.2 (ฉก.2 เดิม) กรอกข้อ 2 และ 4 (กรณีให้ IET ดำเนินการให้ไม่ต้องกรอกรายละเอียด เพียงประทับตราบริษัทมาเท่านั้น)
  2. สำเนาหนังสือรับรองบริษัทอายุไม่เกิน 90 วัน พร้อมลงลายมือชื่อกรรมการผู้มีอำนาจลงนามและประทับตราบริษัท
  3. สำเนา ภพ.20 พร้อมลงลายมือชื่อกรรมการผู้มีอำนาจลงนามและประทับตราบริษัท
  4. หนังสือมอบอำนาจ พร้อมติดอากรแสตมป์ 10 บาท พร้อมลงลายมือชื่อกรรมการผู้มีอำนาจลงนามและประทับตราบริษัท (กรณีให้ IET ดำเนินการแทน)
  5. สำเนาบัตรประชาชนผู้มีอำนาจลงนาม พร้อมลงลายมือชื่อเซ็นต์รับรองสำเนาถูกต้อง(ไม่ต้องประทับตราบริษัท)
  6. สำเนาบัตรประชาชนผู้รับมอบอำนาจ พร้อมลงลายมือชื่อเซ็นต์รับรองสำเนาถูกต้อง(ไม่ต้องประทับตราบริษัท)
  7. ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ 535 บาท (รวมภาษีฯ/ต่อ 1 เครื่อง)

เอกสารสำหรับประกอบการขอใบอนุญาตให้ค้าซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ (กรณีซื้อเครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ไปเพื่อจำหน่ายต่อ)

  1. แบบฟอร์ม คท.1 (ฉก.1 เดิม) กรอกข้อมูลข้อ 2 (กรณีให้ IET ดำเนินการให้ไม่ต้องกรอกรายละเอียด เพียงประทับตราบริษัทมาเท่านั้น)
  2. สำเนาหนังสือรับรองบริษัทอายุไม่เกิน 90 วัน พร้อมลงลายมือชื่อกรรมการผู้มีอำนาจลงนามและประทับตราบริษัท
  3. สำเนา ภพ.20 พร้อมลงลายมือชื่อกรรมการผู้มีอำนาจลงนามและประทับตราบริษัท
  4. หนังสือมอบอำนาจ พร้อมติดอากรแสตมป์ 10 บาท พร้อมลงลายมือชื่อกรรมการผู้มีอำนาจลงนามและประทับตราบริษัท (กรณีให้ IET ดำเนินการแทน)
  5. สำเนาบัตรประชาชนผู้มีอำนาจลงนาม พร้อมลงลายมือชื่อเซ็นต์รับรองสำเนาถูกต้อง(ไม่ต้องประทับตราบริษัท)
  6. สำเนาบัตรประชาชนผู้รับมอบอำนาจ พร้อมลงลายมือชื่อเซ็นต์รับรองสำเนาถูกต้อง(ไม่ต้องประทับตราบริษัท)
  7. แผนที่ตั้งบริษัท พร้อมลงลายมือชื่อกรรมการผู้มีอำนาจลงนามและประทับตราบริษัท
  8. ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ค้าซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์ 1,070 บาท (รวมภาษีฯ) มีอายุ 1 ปี